วัดมหาธาตุวรวิหาร
มนต์เสน่ห์แห่งศิลปะ กลางเมืองเพชรบุรี วัดมหาธาตุวรวิหาร
ยิ่งสูงวัยยิ่งสูงค่า
อ.ทองร่วง เอมโอษฐ บรมครูช่างปั้นแห่งเมืองเพชร VDO
เที่ยวบ้านไร่ของในหลวง ร.9
โครงการชั่งหัวมันตามพระราชดำริ
ปูนปั้น-ปั้นปูน” เมืองเพชรบุรี
ปูนปั่นช่างฝีมืองานสกุลช่างเมืองเพชร

พราหมณ์เพชรบุรี

  • Published: Wednesday, 30 September 2020 16:16
  • Written by nirada
  • Hits: 51

     

 คนไทยเรานับถือพราหมณ์มาแต่ไหนแต่ไร กระทั่งเดี๋ยวนี้พวกเรายังเคารพและนับถือขนบรรมเนียมพราหมณ์กันอยู่เช่นเคย พิธีกรรมสำคัญต่างๆ ภายในราชสำนัก ออกมาจากภายนอกถึงชาวบ้านร้านตลาด งานมงคลต่างๆ ก็ยังนิยมพราหมณ์ประกอบพิธีด้วยเสมอ พิธีกรรมงานมงคล ถ้ามีพราหมณ์เป็นเจ้าพิธีในแง่จิตวิญญาณ ทำให้รู้สึกว่าพิธีกรรมนั้นเข้มขลัง ศักดิ์สิทธิ์ปราศจากเภทภัยอุปสรรคใดๆ ปัจจุบันพราหมณ์ที่ยังสืบเชื้อสายขนบธรรมเนียมประเพณีพราหมณ์มาแต่บรรพชนโดยยังคงดำรงคงสถานภาพประการหนึ่ง นักบวชได้แก่พราหมณ์ นครศรีธรรมราช พราหมณ์เมืองพัทลุง พราหมณ์ประจำราชสำนัก และพราหมณ์ประจำโบสถ์ พราหมณ์ที่ที่เสาชิงช้ากรุงเทพฯ เป็นต้น สำหรับพราหมณ์เพชรบุรี ซึ่งหมายถึงพราหมณ์ เจ้าพิธี ที่สืบขนบธรรมเนียมพราหมณ์แท้ๆ มิใช่พราหมณ์เทียมและอาศัยอยู่ที่เมืองเพชร

 พราหมณ์สมอพลือ ในราชสำนักกรุงศรีอยุธยา

        เชื้อตระกูลพราหมณ์สมอพลือ ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเป็นนิคมพราหมณ์ ที่มีตระกูลสูง เป็นพราหมณ์พิธีในราชสำนักมาแต่โบราณ เป็นพราหมณ์ที่มีบรรดาศักดิ์และราชทินนาม มีหลักฐานบันทึกไว้มาแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา สัมพัธภาพระหว่างเมืองเพชรบุรีและอาณาจักรกรุงศรีอยุธยากระชับแน่นประหนึ่งทองแผ่นเดียวกัน พราหมณ์สมอพลือคือโซ่ข้อกลางเชื่อมมิตรภาพ ระหว่างกัน ทั้งในแง่ทำหน้าที่พราหมณ์เจ้าพิธี และแง่ของความสัมพันธ์เกี่ยวข้องดองเป็นเครือญาติกับหน่อเนื้อกษัตริย์กรุงศรีอยุธยา โดยมีสถานะเป็นราชนิกูลเชื้อพระวงศ์, พระมเหสีและกษัตริย์ตามลำดับ

พราหมณ์สมอพลื ยุคต้นกรุงรัตนโกสินทร์

        ห้วงรอยต่อกรุงศรีอยุธยาล่มสลายลงในปี พ.ศ. 253O ผลัดแผ่นดินใหม่ได้เข้าสู่ยุคกรุงธนบุรี น่าสนใจว่าช่วงเวลานี้ เชื้อสายพราหมณ์สมอพลือในราชสำนักกรุงศรีอยุธยาเดิม นอกจากล้มหายตายจากเพราะผลแห่งสงครามอยู่บ้าง เขาเหล่านั้นกลับมาสู่มาตุภูมิ บ้านสมพลือถิ่นพราหมณ์เมืองเพชรหรือไม่ หรือไปอยู่ ณ แห่งหนนิคมอื่นด้วย ข้อมูลจากเว็บไซจ์ www.siamganesh.com/thaihindusociety html เรื่องประวัติศาสตร์ชุมชนพราหมณ์-ฮินดูในสังคมไทย โดยดุลยภาค ปรีชารัชช อธิบายเกี่ยวกับพราหมณ์สมอพลือและพราหมณ์จากนิคมอื่นในห้วง พ.ศ. ๒๓๑o กลุ่มพราหมณ์ในราชสำนักได้ถูกกวาดต้อนไปยังกรุงอังวะ (AVA) ของพม่า ในขณะที่บางส่วนได้อพยพลี้ภัยไปตามเมืองต่างๆ เช่น เพชรบุรี และนครศรีธรรมราช ท่ามกลางภัยสงครามและสูญญากาศทางการเมือง กลุ่มพรามณ์ในนครศรีธรรมราชได้ก้าวเข้ามามีบทบาทในราชสำนักกรุงธนบุรี เพื่ถ่ายทอดศิลปวิทยาการ และชดเชยการขาดแคลนพรามหณ์หลังจาก การเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่สอง ในเวลาต่อมามีการสถาปนาราชวงศ์จักรีและการย้ายเมืองหลวงมายังกรุงเทพมหานคร พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงมีนโยบายรื้อฟื้นความรุ่งเรืองของอาณาจักรอยุธยาและอารยธรรมพราหมณ์ฮินดู เพื่อสร้างความเป็นปึกแผ่นให้กับประเทศโดยเห็นได้จากการสร้างพระบรมมหาราชวังที่จำลองแบบมาจากอยุธยาและการสร้างเสาชิงช้า (Giant Swing) และเทวสถานโบสถ์พราหมณ์ในปี พ.ศ.๒๓๒๗ ซึ่งจัดว่าเป็นศูนย์กลางชุมชนพราหมณ์แห่งแรกในกรุงเทพมหานคร อิทธิพลจาการรื้อฟื้นธรรมเนียมราชสำนักโบราณในสมัยรัชกาลที่หนึ่ง ได้ส่งผลให้กลุ่มพราหมณ์ที่กระจัดกระจายอยู่ตามเมืองต่างๆ กลับมารวมตัวกันที่กรุงเทพฯ และเข้ารับราชการเป็นปุโรหิต และผู้ประกาศพิธีทางศาสนาให้กับราชวงศ์จักรี 

ขุนพรหมสิทธิชาติ (เชียน) 

ในยุคต้นกรุงรัตนโกสินทร์ นิคมพราหมณ์สมอพลือ

                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                

 

ไทยพวนเพชรบุรี

  • Published: Friday, 29 May 2020 11:36
  • Written by nirada
  • Hits: 409

       ไทยพวนคนไทยที่มีเชื้อสายบรรพบุรุษอพยพมาจากเชียงขวางในประเทศลาวตอนเหนือ อพยพเข้ามาอยู่ในประเทศไทยตั้งแต่ปลายสมัยกรุงธนบุรีหลายจังหวัดประมาณ 19 จังหวัด ผู้อพยพประมาณ 2,000,000 คน ใต้สุดเป็นจังหวัดเพชรบุรีอาศัยอยู่กระจัดกระจายในอำเภอต่าง ๆ เช่น อำเภอเขาย้อย อำเภอบ้านแหลม อำเภอท่ายาง คนพวนที่เกิดในไทยเรียกตนเองว่า "ไทยพวน" ไทยพวนที่อยู่ในอำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี มีประชากรไทยพวนอาศัยอยู่ในบ้านมาบปลาเค้า ตำบลมาบปลาเ้ค้า หมู่ 1-4 ประมาณ 200หลังคาเรือน ที่ยังคงอนุรักษ์สืบสานเผยแพร่เรื่องราวของบรรพบุรุษไทยพวน ลูกหลานของไทยพวนทั้งหญิงและชายจะเรียนรู้และอนุรักษ์สืบสานและเผยแพร่ เรื่องราวผ่านการแสดงและบทเพลงร่วมสมัยในภาพลักษณ์ของการแต่งกายแบบชุดไทยพวนเพชรบุรีที่ทางชุมชนได้สร้างสรรค์ขึ้นมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2540 ชาวไทยพวนมาบปลาเค้ามีนิสัยรักความสงบ ใจคอเยือกเย็น มีความโอบอ้อมอารี ยึดมั่นในศาสนามีความขยันขันแข็งในการประกอบอาชีพซึ่งส่วนใหญ่จะประกอบอาชีพเกษตรกรรม ทำไร่ทำนาที่อยู่อาศัยจะอยู่ติดแม่น้ำลำคลอง ภาษาที่ชาวไทยพวนมาบปลาเค้าพูดจะพูดได้ทั้งภาษาไทยกลางและภาษาไทยพวนโดยจะใช้ภาษาไทยกลางพูดกับคนต่างถิ่นแตะจะพูดภาษาไทนพวนกับกลุ่มนเดียวกัน ที่มีความเหมือนกันทุกทีไม่ว่าคนไทยพวนจะอยู่ที่ไหนในโลก เครื่องมือเครื่องใช้ก็ไม่ได้มีความแตกต่างไปกับพวกอื่น ๆ


ที่อยู่อาศัย

บ้านเรือนของไทยพวนเป็นเรือนสูง ใตัถุนเรือนใช้ทำประโยชน์หลายอบ่าง เช่น ทำคอกควาย เล้าเป็ดไก่ ตั้งเครื่องสำหรับผูกหูกทอผ้า หลังคาทรงมนิลาหันหน้าไปทางทิศตะวันตก ไม้เครื่องบนผูกมัดด้วยหวาย และหลังคามุงด้วยหญ้าคา ถ้าเป็นบ้านผู้ที่มีฐานะดีมุงด้วยกระเบื้องไม้เรียกว่า ไม้แป้นเกล็ด หรือกระเบื้องดินเผา พื้นและฝาเรือนปูด้วยกระดาน

 

อาชีพ

อาชีพเกษตรกรรม ผู้ชายจะสานกระบุง ตะกร้า และเครื่องมือหาปลา ส่วนผู้หญิงจะทอผ้า ที่มีชื่อเสียงคือ "ผ้ามัดหมี่ลพบุรี"

ประเพณีและวัฒนธรรม

        การละเล่นการเต๊ะหม่าเบี้ย เป็นการละเล่นพื้นบ้านของชาวพวนบ้านหมี่และชาวพวนเขตอื่นมาแต่สมัยโบราณ เล่นในงานบุญประเพณี สงกรานต์ กำฟ้า หรือในคืนมืดที่มีการลงข่วง (การที่หนุ่มสาวในหมู่บ้านเอางานในบ้านเช่น ปั่นด้าย ตำข้าว เย็บผ้า ผ่าฟืน เป็นต้น มาร่วมกันทำในตอนกลางคืน โดยอาศัยแสงจากกองไฟที่บริเวณลานบ้าน) เป็นการนัดพบของหนุ่มสาวเมื่อเสร็จงานก็จะแข่งขันกันเตะหม่าเบี้ย หนุ่มสาวก็จะส่งเสียงเอาใจช่วยฝ่ายของตนเป็นที่สนุกสนาน หากฝ่ายใดเตะถูกกระดานล้มมากกว่าก็จะเป็นฝ่ายชนะ ซึ่งรางวัล คือการเขกเข่า ดีดนิ้ว หรือเป็นเครื่องดื่มซึ่งจะทำให้เกิดความสนุกสนาน ทั้งผู้เล่นและผู้ที่คอยให้กำลังใจ ในปัจจุบันมีการพัฒนาการเล่นหม่าเบี้ยโดยมีการตั้งกติกาขึ้นมาอีกหลายอย่าง และจุดประสงค์นอกจากจะให้เกิดความสนุกสนานแล้วยังถือว่าเป็นการแข่งขันทดสอบ ความสามารถในการเตะที่แม่นยำ มุ่งหวังเพื่อแพ้ชนะ หรือหาคนที่มีความสามารถ อย่างไรก็ตามหม่าเบี้ย ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันก็ยังเป็นการละเล่นของชาวพวนที่มีความสนุกสนาน แฝงไว้ด้วยความรักสามัคคี ของกลุ่มชน ดังที่ คำผญาว่า “ฮักหมู่ ฮักเชื้อ จิกินเกลือ ก็บ่ว่า” ( คำผญา เป็นภาษาพวน ความหมาย เป็น น. บทกลอน ลำนำ คำพังเพย คำภาษิต ) ชาวพวนนอกจากจะนับถือและยึดมั่นในศาสนาพุทธแล้ว ชาวพวนยังมีขนบธรรมเนียมและประเพณีเป็นเอกลักษณ์ของตนมาแต่โบราณ ชาวพวนนั้นเคร่งครัดต่อขนบธรรมเนียมและประเพณีของตนมากซึ่งได้ถือปฏิบัติมาตามแบบอย่างบรรพบุรุษนรอบปีหนึ่งประเพณีของชาวพวนยังยึดถือและปฏิบัติกันมีดังนี้คือ

เดือนอ้ายบุญข้าวจี่

เดือนยี่บุญข้าวหลาม

เดือนสามบุญกำฟ้า

เดือนห้าบุญสงกรานต์

เดือนแปดบุญเข้าพรรษา

เดือนเก้าบุญห่อข้าว

เดือนสิบเอ็ดบุญตักบาตรเทโว

เดือนสิบสองใส่กระจาดเทศก์มหาชาติ 

นอกจากนี้ยังมีประเพณีที่ยึดถือปฏิบัติอีกหลายอย่างเช่น การแห่บั้งไฟ การเซิ้งนางแมว การลากกระดาน(กองข้าว) การสู่ขวัญข้าว ประเพณีกำเกียง ฯลฯ ในปัจจุบันประเพณีต่าง ๆ ของชาวพวนส่วนมากยังคงยึดถือปฏิบัติกันอยู่ บางประเพณีก็ได้เลิกไปแล้ว บางประเพณีก็ได้ทำแบบไม่ต่อเนื่องกันกระทำเป็นบางครั้งบางคราวบางประเพณีก็มีปฏิบัติกันในเพียงบางจังหวัดเท่านั้น

ภาษา

ไทยพวน (Phuen, Puen) เป็นคำที่เรียกกลุ่มชนที่ตั้งถิ่นฐานอยู่ในแคว้นเชียงขวางหรือบริเวณที่ราบสูง ในประเทศสาธารณรัฐธิปไตยประชาชนลาว มีอาณาเขตติดต่อกับญวน ได้ชื่อว่าพวน เพราะเชียงขวางมีแม่น้ำสายสำคัญไหลผ่านพื้นที่ ชื่อแม่น้ำพวน ชาวพวนนิยมตั้งถิ่นฐานสร้างที่ทำกิน  บริเวณลุ่มแม่น้ำ ด้วยมีอาชีพเกษตรกรรม ทำไร่ไถนา เมื่ออพยพมาอยู่ในประเทศไทย จึงเลือกสถานที่สร้างบ้านเรือนอยู่ตามแม่น้ำลำคลอง สังเกตได้จากชาวไทยพวนอำเภอปากพลี จะสร้างบ้านอยู่ตามลำคลองตลอดแนว ตั้งแต่ตำบลหนองแสง ตำบลเกาะหวาย ตำบลเกาะโพธิ์ จนถึงตำบลท่าเรือ เป็นต้น ที่อำเภอเมืองนครนายก จะมีชาวไทยพวนอาศัยอยู่ที่ตำบลสาริกาและตำบลเขาพระชาวไทยพวนในจังหวัดนครนายก เชื่อกันว่า อพยพเข้ามาในสมัยสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ประมาณ ปี พ.ศ. 2322 เมื่อสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีทรงโปรดเกล้าให้ สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก ยกทัพไปตีเมืองเวียงจันทน์และหัวเมืองต่างๆ ซึ่งมีชื่อเรียกรวมกันว่า หัวพันทั้งห้าทั้งหก ประกอบด้วย เมืองคำม่วน เมืองคำเกิด เมืองเวียงไชย เมืองไพศาลลี เมืองซำเหนือ และเมืองเชียงขวาง ได้กวาดต้อนเอาลาวเวียง(ลาวเวียงจันทน์) ลาวพวนและลาวโซ่ง มาไว้ที่เมืองร้าง (เพราะถูกพม่ากวาดต้อนราษฎรไปตั้งแต่สมัยกรุงศรัอยุธยาเสียแก่พม่า เมื่อ พ.ศ. 2310) เช่นเมืองสระบุรี ลพบุรี นครนายก และฉะเชิงเทรา ระยะที่สอง ในราวปี พ.ศ. 2335 สมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก เมืองแถงและเมืองพวนแข็งข้อต่อเมืองเวียงจันทน์ เจ้าเมืองเวียงจันทน์จึงได้ยกทัพไปปราบ และกวาดต้อนครอบครัวลาวทรงดำ(ลาวโซ่ง)และลาวพวนส่งมากรุงเทพฯ ลาวทรงดำถูกส่งไปอยู่ที่เพชรบุรี ลาวพวนถูกส่งมาที่เมืองลพบุรี สระบุรี นครนายก ฉะเชิงเทรา ราชบุรีและจันทบุรี ด้วย ระยะที่สาม ในราวปี พ.ศ. 2370  เจ้าอนุวงศ์เมืองเวียงจันทน์ ก่อกบฏต่อกรุงเทพฯ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 โปรดเกล้าให้พระยาราชสุภาวดี(เจ้าพระยาบดินทร์เดชา) เป็นแม่ทัพ ขึ้นไปปราบกบฏ และได้กวาดต้อนครอบครัวลาวพวนมาไว้ที่อำเภอกบินทร์บุรี อำเภอประจันตคาม จังหวัดปราจีนบุรี จังหวัดสระแก้ว จังหวัดลพบุรี และจังหวัดพิจิตร เป็นต้น ชาวไทยพวน มีอุปนิสัยยิ้มแย้มแจ่มใส โอบอ้อมอารี เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ และรักสงบ  ยึดมั่นใน ขนบธรรมเนียมประเพณี มีวัฒนธรรม มีภาษา มีความผูกพันในระบบเครือญาติ เผ่าพันธุ์ เป็นเอกลักษณ์ของตนเองมาช้านาน ชาวไทยพวนจะพูดได้ทั้งภาษาไทยกลาง และภาษาไทยพวน โดยจะใช้ภาษาไทยกลางพูดกับคนต่างถิ่น แต่จะพูดภาษาไทยพวนกับกลุ่มชนเดียวกัน ภาษาพูดของไทยพวนมีสำเนียงไพเราะ ซึ่งจะแตกต่างจากภาษาพูดของลาวเวียง ที่มีสำเนียงสั้นๆห้วน

ภาษาไทยพวน - ไปกะเลอ เอ็ดผิเลอ ไปแท้อ้อ

ภาษาลาวเวียง - ไปไส เฮ็ดหยัง ไปอีหลีตั๊ว

ภาษาไทยกลาง - ไปไหน ทำอะไร ไปจริงๆหรือ

ภาษาเขียนของไทยพวนเดิมใช้อักษรไทยน้อย จะลงในใบลาน

อาหาร

คือ ปลาร้า นิยมทานขนมจีนและข้าวหลามในงานบุญ ส่วนอาหารอื่น ๆ จะประกอบขึ้นจากวัตถุดิบในท้องถิ่น

 

 

ไทยทรงดำเพชรบุรี

  • Published: Thursday, 27 June 2019 13:53
  • Written by nirada
  • Hits: 11349

 

 

          ไทยทรงดำหรือไทยดำหรือไตดำ (Thai Dam, Black Tai) เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีชื่อเรียกหลายชื่อ ผู้ไทดำ ไทยทรงดำ โซ่ง ลาวโซ่ง ที่มีที่ตั้งถิ่นฐานอยู่ในจังหวัดเพชรบุรี ในหลายพื้นที่ แหล่งที่มีไทยทรงดำหนาแน่นในอำเภอเมือง ที่สะพานยี่หน เวียงคอย วังตะโก หนองพลับ และทุ่งเฟื้อ เขตอำเภอท่ายาง ที่เขากระจิว แม่ประจันต์ และท่าโล้ เขตอำเภอบ้านลาด ที่ห้วยข้อง หนองโสน และบ้านกรวย อำเภอเขาย้อย ที่ห้วยท่าช้าง หนองเข้ หนองปรง หนองจิก ทับคาง ดอนทราย เขาย้อย หนองชุมพล หนองประดู่ หนองกระพ้อ หนองซอ และหัวเขาจีว 

Read more: ไทยทรงดำเพชรบุรี

กะเหรี่ยง

  • Published: Tuesday, 14 January 2020 13:08
  • Written by nirada
  • Hits: 1546

     กะเหรี่ยง ในจังหวัดเพชรบุรีนอกจากกลุ่มชาติพันธุ์ดังกล่าวถึงมาทั้งหมดก่อนหน้านั้นแล้ว กลุ่มชาติพันธ์ุสำคัญคือ ชาวกะเหรี่ยง อาศัยอยู่ที่อำเภอหนองหญ้าปล้อง อำเภอแก่งกระจาน เริ่มรุกรานเมื่อ พ.ศ. ๒o๗ จึงพากันแตกพ่ายหนีลงมาลุ่มน้ำแยงซี ต่อมาเกิดปะทะกับชนชาติไทจึงถอยร่นลงมาอยู่ตามลุ่มน้ำโขงและแม่น้ำสาละวินในเขตพม่า กะเหรี่ยงเคลื่อนย้ายลงมาอยู่ตอนใต้ก่อนชนชาติไท แต่ภายหลังพวกตระกูล มอญ – เขมร ชนชาติกะเหรี่ยง อาศัยอยู่ในเขตไทยก่อนชนชาติไทยจะเคลื่อนย้ายลงมาแหลมสุวรรณภูมิ 

Read more: กะเหรี่ยง

มอญเพชรบุรี

  • Published: Wednesday, 10 April 2019 16:06
  • Written by nirada
  • Hits: 2980

          ชาวมอญในจังหวัดเพชรบุรี ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ที่หมู่ 3 ตำบลบางตะบูนออก บ้านบางลำภู หมู่ 3 ตำบลบางครก และ บ้านคุ้งตำหนัก หมู่ 7 ตำบลบางตะบูน อำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี ชาวมอญ เป็นชาวมองโกลอยด์ ถิ่นฐานเดิมอยู่ทางทิศตะวันตกของจีน ชาวมอญในจังหวัดเพชรบุรี อพยพมาในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น ตรงกับแผ่นดินของสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ชาวมอญในประเทศไทย สามารถปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมและสังคมไทยได้เป็นอย่างดีเพราะมีปัจจัยหลายประการเพราะความคล้ายคลึงในด้านต่าง ๆ

Read more: มอญเพชรบุรี